
👀องค์การ คือ
มีนักวิชาการได้ให้ความหมายขององค์การไว้ ดังนี้
👉แมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) กล่าวว่า องค์การ หมายถึง หน่วยสังคมหรือหน่วยงานซึ่งมีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งร่วมมือกันดำเนินกิจกรรมต่างๆ
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง
👉เชสเตอร์ บาร์นาร์ด กล่าวว่า องค์การ หมายถึง ความร่วมมือกันระหว่างบุคคลหลายคนซึ่งมีความตั้งใจจริงที่จะร่วมกันดำเนินกิจกรรมให้บรรลุวัตถุประสงค์
👉แทลคอตต์ พาร์สัน กล่าวว่า องค์การ หมายถึง บรรดาระบบประสานสัมพันธ์ร่วมมือกันทำงานทุกชีวิตของมนุษย์
👉เอมิไท เอตชิโอนิ (Amitai Etzioni) กล่าวว่า องค์การ หมายถึง
สังคมหรือหน่วยคนที่ตั้งขึ้นอย่างจงใจ
เพื่อทำงานให้บรรลุเป้าหมายที่แน่นอนอย่างใดอย่างหนึ่ง
👉ธงชัย สันติวงษ์ กล่าวว่า องค์การคือการจัดระเบียบกิจกรรมให้เป็นกลุ่มก้อนเข้ารูปและการมอบหมายงายให้คนปฏิบัติ
เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของงานที่ตั้งไว้
👉ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ กล่าวว่า องค์การคือ กระบานการที่กำหนดกฎ ระเบียบ แบบแผนในการปฏิบัติงานขององค์การซึ่งรวมถึงวิธีการทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม
👉 สมบูรณ์ ศรีสุพรรณดิษฐ์ ได้เสนอความหมายขององค์การไว้ว่า
เป็นระบบประสานกิจการของกลุ่มคนซึ่งร่วมงานกัน
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายรวมภายใต้การสั่งการและความเป็นผู้นำ
👉สมคิด บางโม กล่าวว่า องค์การ หมายถึง กลุ่มบุคคลหลายๆคนรวมกลุ่มกันอย่างถาวร มีการจัดระเบียบภายในกลุ่มเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของแต่ละคน
จากความหมายขององค์การระดับต่างๆ ที่กล่าวทั้งหมดอาจสรุปได้ว่า องค์การ คือ
กลุ่มบุคคลที่มาปฏิบัติงานร่วมกัน
เพื่อให้งานดำเนินไปสู่ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์
โดยมีระบบของการประสานงานอย่างเหมาะสม
👀วัตถุประสงค์ขององค์การ
2. เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกแต่ละคน
และกลุ่มต่าง ๆ ในองค์การเพราะความต้องการของสมาชิกในกลุ่มมีความแตกต่างกัน เช่น
👉(1)
บางคนต้องการเงิน
👉(2)
บางคนต้องเกียรติยศชื่อเสียง
👉(3)
บางคนต้องการผลประโยชน์
3. เพื่อความดำรงอยู่และความเจริญขององค์การ
สมาชิกทุกคนต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้องค์การบรรลุเป้าหมาย เช่น งานราชการ
ต้องทำหน้าที่บริการประชาชน งานธุรกิจเอกชน ต้องทำหน้าที่ให้ได้กำไรมากที่สุด
ท้ายสุดองค์การก็เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าต่อไป
สรุปแล้ววัตถุประสงค์ขององค์การ มีดังนี้
👉(1)
สร้างสรรค์สินค้าและบริการ
👉(2)
สนองตอบความต้องการของสมาชิกและสังคม
1. เป็นโครงสร้างของความสัมพันธ์
โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้
👉
1. กำหนดงานให้ชัดเจน มีการแบ่งงานกันทำ
สมาชิกในองค์การจะได้รับมอบหมายงานให้ทำงานตามความรู้
ความสามารถและความถนัดของแต่ละบุคคล
👉
2. มีสายบังคับบัญชาเป็นชั้นๆ ลดหลั่นกันลงมา
มีสายการบังคับบัญชาเป็นชั้นๆ ตั้งแต่ระดับ
ระดับสูงสุดลงมาถึงระดับล่างสุดขององค์การ
👉
3. มีวัตถุประสงค์ องค์การต้องมีวัตถุประสงค์ที่แน่นอน
เพื่อสมาชิกขององค์การจะได้ยึดถือเป็นแนวทางในการทำงาน
2. เป็นกลุ่มบุคคล
กลุ่มบุคคล เกิดจากการรวมกลุ่มที่ถาวรเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ
ให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันขนาดของกลุ่มเท่าใดขึ้นอยู่กับลักษณะของกิจการที่ทำ
3. เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการ
เนื่องจากองค์การจะมีปัจจัยต่างๆ ที่จะต้องใช้ในการจัดการ เช่น เงิน
วัสดุอุปกรณ์ รวมถึงคนด้วย ดังนั้น เพื่อให้มีการใช้ปัจจัยต่างๆ
ดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ จึงต้องมีความชัดเจนในการจัดองค์การ
4. เป็นกระบวนการ
เนื่องจากองค์การมีงานหรือกรรมวิธีต่างๆ
ซึ่งดำเนินต่อเนื่องกันไปจนสำเร็จลง ณ ระดับหนึ่ง
5. เป็นระบบ
ระบบเป็นการรวมสิ่งต่างๆ
ในองค์การที่มีลักษณะซํบซ้อนให้เข้าลำดับประสานกันเป็นอันเดียว ประกอบด้วย 3
ระบบใหญ่ๆ คือ ทรัพยากรที่ใช้ (Resource Input) กระบวนการแปรรูป
(Tranformation Process) และผลผลิต (Product Output)
👀ประเภทขององค์การ
1. ยึดตามวัตถุประสงค์เป็นเกณฑ์ แบ่งได้ 4
ประเภท ดังนี้
👉1.
เพื่อประโยชน์ของสมาชิก ตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ของสมาชิกโดยตรง เช่น
พรรคการเมือง สหกรณ์สโมสร สมาคบวิชาชีพ (ครู แพทย์ พยาบาล) เป็นต้น
👉2.
เพื่อองค์การธุรกิจ ตั้งขึ้นเพื่อกำไร เช่น ห้างร้าน บริษัท ธนาคาร
งานอุสาหกรรม เป็นต้น
👉3.
เพื่อบริการ
เป็นองค์การที่ตั้งขึ้นเพื่อสร้างประโยชน์แก่สาธารณทั่งไป เช่น โรงบาล โรงเรียน
สมาคบสงเคราะห์ เป็นต้น
👉
4. เพื่อสวัสดิภาพของประชาชน เป็นองค์การที่ตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน
เช่น กระทรวง ทบวง กรม กอง เป็นต้น
2. ยึดโครงสร้างเป็นเกณฑ์ ในการแบ่ง มี 2
ประเภท คือ
👉1.
แบบเป็นทางการ (Formal Organization) หรือเรียกว่าองค์การรูปใน
เพราะว่ามีโครงสร้างอย่างเป็นระบบ มีระเบียบแบบแผนแน่นอน มีกฎหมายรองรับ เช่น
บริษัท มูลนิธิ หน่วยราชการ กรม โรงพยาบาล โรงเรียน เป็นต้น
👉
2. แบบไม่เป็นทางการ (lnformal Organization) หรือเรียกว่า
องค์การรูปนัย เนื่องจากองค์การแบบนี้ตั้งขึ้นด้วยความพึงใจ
และมีความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่มีการจักโครงการภายใน มีการรวมกันอย่างง่าย ๆ
และเลิกล้มได้ง่าย เช่น ครบครัว ศาสนา เป็นต้น
3. ยึดการกำหนดเป็นเกณฑ์ มี 2
ประเภท ดั้งนี้คือ
👉1.
องค์การขั้นปฐมภูมิ (Primary Organization) หมายถึง
องค์การที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติสมาชิกทุกคนต้องเกี่ยวข้องกันมาแต่กำเนิด
มีกิจกรรมรวมเฉพาะกลุ่มติดต่อด้วยการส่วนตัว เช่น ครบครัว ศาสนา หมู่บ้าน เป็นต้น
👉
2. องค์การขั้นทุติยภูมิ (Secondary Organization) หมายถึง
องค์การที่มนุษย์ตั้งขั้น สมาชิกมีความสัมพันธ์กันด้วนเหตุผล
และความรู้สึกสำนึกอย่างเป็นทางการ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในองค์การไม่เป็นแบบส่วนตัว
เช่น หน่วยงานราชการ ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม โรงเรียน สโมสร โรงพยาบาล เป็นต้น
👀ประโยชน์ของการจัดองค์การ
องค์การ เป็นที่รวมของคนและงานต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานขององค์การปฎิบัติงานได้อย่างเต็มที่และเต็มความสามารถ จึงจำเป็นต้องจัดแบ่งหน้าที่การงานกันทำและมอบอำนาจให้รับผิดชอบตามความสามารถและความถนัด ถ้าเป็นองค์การขนาดใหญ่และมีคนมากตลอดจนงานที่ทำมีมาก ก็จะต้องจัดหมวดหมู่ของงานที่ทำเป็นอย่างเดี่ยวกันหรือมีลักษณะใกล้เคียงกันมารวมเข้าด้วยกัน เรียกว่า ฝ่ายหรือแผนงาน แล้วจัดให้คนที่มีความสามารถในงานนั้น ๆ มาปฎิบัติงานรวมกันในแผนกนั้นและตั้งหัวหน้างานขึ้นรับผิดชอบครบคุม ดังนั้นจะเห็นว่าการจัดองค์การมีความจำเป็นและก่อประโยชน์หลายด้าน ดังนี้
1. ประโยชน์ต่อองค์การ
👉1. การจัดโครงสร้างขององค์การที่ดีและเหมาะสม
จะทำให้องค์การบรรลุวัตถุประสงค์และเจริญก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อย ๆ
👉 2. ทำให้งานไม่ซ้ำซ้อน
ไม่มีแผนมากเกินไป เป็นการประหยัดต้นทุนไปด้วย
👉 3. องค์การสามารถปรับตัวเขากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ง่ายตามความจำเป็น
2. ประโยชน์ต่อผู้บริการ
👉 1. ทำให้รู้อำนาจหน้าที่และขอบข่ายการทำงานของตนว่ามีเพียงใด
👉 2. แก้ปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนได้ง่าย
👉 3.หากมีงานคั่งค้าง
จุดใด สามารถติดตามแก้ไขได้ง่าย
👉4. การมอบอำนาจทำได้ง่าย
ขจัดปัญหาการเกี่ยวกันทำงานหรือปัดความรับผิดชอบ
3. ประโยชน์ต่อผู้ปฎิบัติงาน
👉1. ทำให้รู้หน้าที่และขอบข่ายการทำงานของตนว่ามีเพียงใด
👉2. การแบ่งงานให้พนักงานอย่างเหมาะสม
ช่วยให้พนักงานมีความพอใจ ไม่เกิดความรู้สึกว่างานไม่มากไปหรือน้อยไป
👉 3. เมื่อพนักงานรู้อำนาจหน้าที่และขอบเขตงานของตน
ย่อมก่อให้เกิดความคิดริเริ่มในการทำงาน
👉 4. พนักงานเข้าใจความสัมพันธ์ของตนต่อฝ่ายอื่น
ๆ ทำให้สามารถติดต่อกันได้ดียิ่งขึ้น

1.
กำหนดหน้าที่การงาน (Function)
กำหนดหน้าที่การงาน
เป็นกำหนดกลุ่มของกิจกรรมที่ต้องปฎิบัติเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ
นอกจากนี้การกำหนดหน้าที่การงานยังต้องพิจารณาขององค์การและขนาดขององค์การด้วย
2. การแบ่งงาน
(Division of Work) การแบ่งงาน
เป็นการแยกงานหรือรวมหน้าที่การงานที่มีลักษณะเดี่ยวกันหรือใกล้เคียงกันไว้ด้วยกัน
แล้วมอบหมายให้บุคคลตามความสามารถมาปฎิบัติ
3.
กำหนดหน่วยงานสำคัญขององค์การ
กำหนดหน่อยงานสำคัญขององค์การ เป็นการกำหนดหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบงานต่าง
ๆ จะปฎิบัติประกอบด้วย
👉1. หน่วยงานหลัก
(Line) หมายถึง
หน่วยงานที่ทำหน้าที่โดยตรงกับวัตถุประสงค์ขององค์การเพื่อผลประโยชน์โดยตรงต่อความสำเร็จขององค์การ
👉 (1) บริษัททำหน้าที่มีผลิตสินค้างานหลัก คือฝ่ายผลิต
👉 (2) บริษัทร้านสรรพสินค้า งานหลัก คือฝ่ายขาย
👉(3) วิทยาลัยเกษตร
งานหลัก ฝ่ายเกี่ยวการสอน
👉 2. หน่วยงานที่ปรึกษา(Staff) หมายถึง
หน่วยงานที่ช่วยให้หน่วยงานหลักปฎิบัติงานได้ดียิ่งขึ้น
จะเป็นเชี่ยวชาญเฉพาะงานหรือเป็นคณะกรรการปรึกษา
👉 3. หน่วยงานอนุกรม
(Auxliary) หมายถึง
หน่วยงานที่ช่วยบริการแก่หน่วยงานหลักและหน่วยงานที่ปรึกษา
4.
สายการบังคับบัญชา (Chin of
Command)
สายการบังคับบัญชา หมายถึง
ความสัมพันธ์ตามลำดับชั้นระหว่างผู้บังคับบัญชา เพื่อให้ทราบว่าการติดต่อสื่อสารมีทางเดินอย่างไร
สายการบังคับบัญชาที่ดีควรมีลักษณะดังนี้
👉1. จำนวนชั้นแต่ละสายไม่ควรมีจำนวนมากเกินไป
👉2. สายการบังคับบัญชาต้องกำหนดไว้ให้ชัดเจน
👉3. สายการบังคับบัญชาไม่ควรก้าวก่ายกันหรือไม่ควรซ้อนกัน
5. ช่วงการควบคุม (Span of Control) หมายถึง สิ่งที่แสดงให้ทราบว่าผู้บังคับบัญชาคนหนึ่งมีขอบเขตความรับผิดชอบเพียงใด มีผู้ใต้บังคับบัญชากี่คน ในอดีตหัวหน้างาน 1 คน ต้องดูแลรับผิดชอบผู้ใต้บังคับบัญชา 10-20 คน จึงจะเหมาะสม อย่างไรก็ตามช่วงการควบคุมจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ
👉1. ความสามารถของผู้บังคับบัญชา หากผู้บังคับบัญชามีความสามารถมากก็สามารถปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาได้จำนวนมาก
👉2. การได้รับการฝึกฝนอบรมของพนักงาน หมายความว่า หากพนักงานได้รับการฝึกฝนอบรมมีความรู้ดีการบังคับบัญชาก็จะง่าย
👉 3. ความยุ่งยากสลับซับซ้อนของงาน
👉4. ความสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่น หากมีความสัมพันธ์มากผู้บังคับบัญชาก็ต้องใช้ผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนมากขึ้น
👉5. ลักษณะการควบคุมแบบต่างๆ มีดังนี้
5. ช่วงการควบคุม (Span of Control) หมายถึง สิ่งที่แสดงให้ทราบว่าผู้บังคับบัญชาคนหนึ่งมีขอบเขตความรับผิดชอบเพียงใด มีผู้ใต้บังคับบัญชากี่คน ในอดีตหัวหน้างาน 1 คน ต้องดูแลรับผิดชอบผู้ใต้บังคับบัญชา 10-20 คน จึงจะเหมาะสม อย่างไรก็ตามช่วงการควบคุมจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ
👉1. ความสามารถของผู้บังคับบัญชา หากผู้บังคับบัญชามีความสามารถมากก็สามารถปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาได้จำนวนมาก
👉2. การได้รับการฝึกฝนอบรมของพนักงาน หมายความว่า หากพนักงานได้รับการฝึกฝนอบรมมีความรู้ดีการบังคับบัญชาก็จะง่าย
👉 3. ความยุ่งยากสลับซับซ้อนของงาน
👉4. ความสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่น หากมีความสัมพันธ์มากผู้บังคับบัญชาก็ต้องใช้ผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนมากขึ้น
👉5. ลักษณะการควบคุมแบบต่างๆ มีดังนี้
👉(1) ช่วงการควบคุมที่กว้างมาก
มีลักษณะดังรูป

รูปที่ 4.2 แสดงช่วงการควบคุมที่กว้างมาก
จากรูป
เป็นการแสดงถึงช่วงการควบคุมที่กว้างมาก หมายความว่า ผู้บังคับบัญชา 1 คนรับผิดชอบผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนมาก อาจเรียกว่า
ช่วงการควบคุม 10
(2) ช่วงการควบคุมที่กว้าง หมายความว่า ผู้บังคับบัญชา 1 คน
รับผิดชอบผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนปานกลาง อาจเรียกว่า ช่วงการควบคุม 5

(3) ช่วงการควบคุมที่แคบ หมายความว่า ผู้บังคับบัญชา 1 คน รับผิดชอบผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนน้อย อาจเรียกว่า ช่วงการควบคุม 3
รูปที่ 4.4 แสดงช่วงการควบคุมที่แคบ

อย่างไรก็ตาม
นักวิชาการได้ศึกษาขนาดช่วงการควบคุมที่เหมาะสมไว้ได้ดังนี้
อาร์
ซี เดวิส พบว่าขนาดการควบคุมระดับผฏิบัติงานมรประสิทธิภาพสูง ประมาณ 30 คน
เออร์วิก พบว่าสำหรับผู้บีิหารไม่ควรเกิน 4 คน ส่วนผู้ปฏิบัติงานควนมีช่วงการควบคุมประมาณ 8-12 คน
การกำหนดขนาดของการควบคุมกว้างหรือแคบนั้น จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป ดังนี้ คือ
ข้อดีข้อเสียขนาดของการควบคุมแบบแคบ
ข้อดี
👉1. การควบคุมงานจะกระทำได้โดยทั่วถึงเพราะมีขอบเขตการดูและแคบ
👉2. การกระทำผิดของผู้ใต้บังคับบัญชามีน้อย
ข้อเสีย
ขวัญของพนักงานจะไม่ดี เพราะมีการควบคุมใกล้ชิดเกินไป
เออร์วิก พบว่าสำหรับผู้บีิหารไม่ควรเกิน 4 คน ส่วนผู้ปฏิบัติงานควนมีช่วงการควบคุมประมาณ 8-12 คน
การกำหนดขนาดของการควบคุมกว้างหรือแคบนั้น จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป ดังนี้ คือ
ข้อดีข้อเสียขนาดของการควบคุมแบบแคบ
ข้อดี
👉1. การควบคุมงานจะกระทำได้โดยทั่วถึงเพราะมีขอบเขตการดูและแคบ
👉2. การกระทำผิดของผู้ใต้บังคับบัญชามีน้อย
ข้อเสีย
ขวัญของพนักงานจะไม่ดี เพราะมีการควบคุมใกล้ชิดเกินไป
ข้อดีข้อเสียขนาดของการควบคุมแบบกว้าง
ข้อดี
ขวัญของพนักงานจะดี เนื่องจากไม่มีการควบคุมใกล้ชิดเกินไป ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
ช่วยทำให้การติดต่อสื่อสารทำได้รวดเร็วและสะดวก
ข้อเสีย
การควบคุบจะหย่อนประสิทธิภาพ
6. เอกภาพในการบังคับบัญชา (Unity of Command)
เอกภาพในการบังคับบัญชา หมายถึง อำนาจการควบคุมบังคับบัญชาซึ่งรวมอยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคณะบุคคลหนึ่งบุคคลใดอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้การปฏิบัติหน้าที่ก้าวก่ายกัน และมุ่งทำให้เกิดเอกภาพในการบริหาร
7. แผนภูมิขององค์การ (Organization Chart)
แผนภูมิขององค์การ คือ เครื่องมือที่ช่วยให้เข้าใจโครงสร้างขององค์การ รู้อำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบตลอดจนสายบังคับบัญชาในองค์การนั้น
👉1. ประเภทของแผนภูมิองค์การ มีการแบ่ง 3 ประเภท ดังนี้
ข้อดี
ขวัญของพนักงานจะดี เนื่องจากไม่มีการควบคุมใกล้ชิดเกินไป ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
ช่วยทำให้การติดต่อสื่อสารทำได้รวดเร็วและสะดวก
ข้อเสีย
การควบคุบจะหย่อนประสิทธิภาพ
6. เอกภาพในการบังคับบัญชา (Unity of Command)
เอกภาพในการบังคับบัญชา หมายถึง อำนาจการควบคุมบังคับบัญชาซึ่งรวมอยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคณะบุคคลหนึ่งบุคคลใดอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้การปฏิบัติหน้าที่ก้าวก่ายกัน และมุ่งทำให้เกิดเอกภาพในการบริหาร
7. แผนภูมิขององค์การ (Organization Chart)
แผนภูมิขององค์การ คือ เครื่องมือที่ช่วยให้เข้าใจโครงสร้างขององค์การ รู้อำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบตลอดจนสายบังคับบัญชาในองค์การนั้น
👉1. ประเภทของแผนภูมิองค์การ มีการแบ่ง 3 ประเภท ดังนี้
(1) แผนภูมิโครงสร้างหลัก (Skeleton Cahrt) เป็นแผนภูมิที่แสดงโครงสร้างขององค์การทั้งหมดขององค์การว่า
มีการแบ่งส่วนงานใหญ่ ออกเป็นกี่หน่วย ที่กอง กี่แผนที่สำคัญ ๆ
ตลอดจนความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องกัน
เนื่องจากแผนภูมิชนิดนี้แสดงสายการบังคับบัญชาลดหลั่นตาลำดับ จึงอาจเรียกได้ว่า
"Hierarchical
Chart" แบบแผนภูมิหลัก
หรือ Master
Chart

รูปที่ 4.5 แสดงแผนภูมิโครงสร้างหลัก
2. แผนภูมิแสดงตัวบุคคล
(Personnel Chart) เป็นแผนภูมิแสดงตำแหน่งและหน่วยงานคล้ายแผนภูมิโครงสร้างหลัก
แต่ระบุชื่อบุคคลดำรงตำแหน่งไว้ บางแห่งติดรูปผู้ดำรงตำแหน่งไว้ด้วย

รูปที่
4.5 แผนภูมิแสดงตัวบุคคล
3. แผนภูมิแสดงหน้าที่การงาน
(Function
Chart) เป็นตำแหน่งและหน่วยงานย่อยคล้าน
แผนภูมิโครงสร้างหลักแต่บอกหน้าที่ของแต่ละตำแหน่งไว้
แผนภูมิโครงสร้างหลักแต่บอกหน้าที่ของแต่ละตำแหน่งไว้

2. ขั้นตอนและข้อเสนอแนะในการเขียนแผนภูมิ
👉1. รวบรวมหน้าที่ต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ในการแบ่งงาน
👉 2. จัดประเภทของงาน งานที่คล้ายกันให้อยู่แผนกและฝ่ายเดียวกัน
👉 3. กำหนดตำแหน่งงานโดยคำนึงถึงอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ และความสำคัญ
ของงาน
👉 4. กำหนดชนิดของแผนภูมิ
👉5. เขียนชื่อเรื่องของแผนภูมิ อันประกอบด้วย
👉5.1 ชื่อของหน่วยงานหรือชื่อองค์การนั้น ๆ
👉5.2 ชื่อของแผนภูมิตามกิจกรรม เช่น "แผนภูมิแสดงแบ่งส่วน ราชการ" "แผนภูมิ
สายทางเดินของงาน" ฯลฯ
👉5.3 ใช้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แทนหน่วยงาน หรือตำแหน่ง หรือบุคคล และควรมีขนาดเท่ากันโดยกำหนดตำแหน่งสูงสุดให้รูปใหญ่กว่าตำแหน่งรอง ๆ ลงไป
👉5.4. จัดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้ตำแหน่งสูงต่ำลดหลั่นตามสายงานการบังคับบัญชาหน่วยงานใดที่มีความสำคัญมีอำนาจหน้าที่เท่ากัน ก็ให้อยู่ในระดับเดียวกัน
👉5.5 ลากเส้นสายการบังคับบัญชาผ่านรูปสี่เหลี่ยม ใช้เส้นตรงตามขวางและตามยาวขีดเชื่อมโยงแทนสายการบังคับ บัญชา และไม่ควรลากผ่านทะลุรูปสี่เหลี่ยมแทนที่หน่วยงานหรือบุคคลเป็นอันขาด
👉5.6 พวกที่ทำหน้าที่ปรึกษา (Staff) ให้เขียนไว้ต่างหากตามระดับของหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาถ้ามีอยู่หน่วยเดียวให้เขียนไว้ทางซ้ายมือ
👉5.7 การเขียนเส้นสายการบังคับบัญชาตามข้อ
👉7. ให้ใช้เส้นทึบหนา หรือเส้นหนักแทนสายการบังคับบัญชาโดยตรงในหน้าที่หลัก ส่วนหน่วยงานที่ปรึกษาให้ใช้เส้นบางหรือจุดไข่ปลาแทน
👉1. รวบรวมหน้าที่ต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ในการแบ่งงาน
👉 2. จัดประเภทของงาน งานที่คล้ายกันให้อยู่แผนกและฝ่ายเดียวกัน
👉 3. กำหนดตำแหน่งงานโดยคำนึงถึงอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ และความสำคัญ
ของงาน
👉 4. กำหนดชนิดของแผนภูมิ
👉5. เขียนชื่อเรื่องของแผนภูมิ อันประกอบด้วย
👉5.1 ชื่อของหน่วยงานหรือชื่อองค์การนั้น ๆ
👉5.2 ชื่อของแผนภูมิตามกิจกรรม เช่น "แผนภูมิแสดงแบ่งส่วน ราชการ" "แผนภูมิ
สายทางเดินของงาน" ฯลฯ
👉5.3 ใช้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แทนหน่วยงาน หรือตำแหน่ง หรือบุคคล และควรมีขนาดเท่ากันโดยกำหนดตำแหน่งสูงสุดให้รูปใหญ่กว่าตำแหน่งรอง ๆ ลงไป
👉5.4. จัดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้ตำแหน่งสูงต่ำลดหลั่นตามสายงานการบังคับบัญชาหน่วยงานใดที่มีความสำคัญมีอำนาจหน้าที่เท่ากัน ก็ให้อยู่ในระดับเดียวกัน
👉5.5 ลากเส้นสายการบังคับบัญชาผ่านรูปสี่เหลี่ยม ใช้เส้นตรงตามขวางและตามยาวขีดเชื่อมโยงแทนสายการบังคับ บัญชา และไม่ควรลากผ่านทะลุรูปสี่เหลี่ยมแทนที่หน่วยงานหรือบุคคลเป็นอันขาด
👉5.6 พวกที่ทำหน้าที่ปรึกษา (Staff) ให้เขียนไว้ต่างหากตามระดับของหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาถ้ามีอยู่หน่วยเดียวให้เขียนไว้ทางซ้ายมือ
👉5.7 การเขียนเส้นสายการบังคับบัญชาตามข้อ
👉7. ให้ใช้เส้นทึบหนา หรือเส้นหนักแทนสายการบังคับบัญชาโดยตรงในหน้าที่หลัก ส่วนหน่วยงานที่ปรึกษาให้ใช้เส้นบางหรือจุดไข่ปลาแทน
👀สรุปสาระสำคัญ
ความหมายขององค์การ หมายถึง กลุ่มบุคคลที่มาปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อให้งานดำเนินไปสู่ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ โดยมีระบบของการประสานงานอย่างเหมาะสม
ลักษณะขององค์การ
👉1. เป็นโครงสร้างของความสัมพันธ์
👉2. เป็นกลุ่มบุคคล
👉3. เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการ
👉4. เป็นกระบวนการ
👉5. เป็นระบบ
เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้กับการประกอบอาชีพทั่วโลก
หลักการมาตรฐานอาชีพแห่งชาติ
เป็นข้อกำหนดทางวิชาการที่ใช้เป็นเกณฑ์วัดระดับฝีมือ ความรู้ความสามารถ ทัศนคติโดยมี หลักการที่สำคัญดังนี้
👉1. มีความรู้ความเข้าใจในทฤษฏีเพียงพอต่อการปฏิบัติงาน
👉2. การปฏิบัติงานคำนึงถึง ความปลอดภัยในทุกด้าน เช่น ด้านสถานที่ ด้านสภาวะแวดล้อม และตัวบุคคล เลือกใช้และบำรุงรักษา เครื่องมือ อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้อง เป็นต้น
👉3. เลือกใช้และบำรุงรักษาเครื่องมือ อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้อง
👉4. ปฏิบัติงานตามลำดับขั้นตอนถูกต้องเหมาะสม
👉5. เลือกใช้วัสดุถูกต้อง ประหยัด
👉6. ใช้เวลาปฏิบัติงานอย่างเหมาะสม
👉1. เป็นโครงสร้างของความสัมพันธ์
👉2. เป็นกลุ่มบุคคล
👉3. เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการ
👉4. เป็นกระบวนการ
👉5. เป็นระบบ
เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้กับการประกอบอาชีพทั่วโลก
หลักการมาตรฐานอาชีพแห่งชาติ
เป็นข้อกำหนดทางวิชาการที่ใช้เป็นเกณฑ์วัดระดับฝีมือ ความรู้ความสามารถ ทัศนคติโดยมี หลักการที่สำคัญดังนี้
👉1. มีความรู้ความเข้าใจในทฤษฏีเพียงพอต่อการปฏิบัติงาน
👉2. การปฏิบัติงานคำนึงถึง ความปลอดภัยในทุกด้าน เช่น ด้านสถานที่ ด้านสภาวะแวดล้อม และตัวบุคคล เลือกใช้และบำรุงรักษา เครื่องมือ อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้อง เป็นต้น
👉3. เลือกใช้และบำรุงรักษาเครื่องมือ อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้อง
👉4. ปฏิบัติงานตามลำดับขั้นตอนถูกต้องเหมาะสม
👉5. เลือกใช้วัสดุถูกต้อง ประหยัด
👉6. ใช้เวลาปฏิบัติงานอย่างเหมาะสม
👉7. ผลงานได้คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด

ขอขอบคุณ
https://sites.google.com/site/puangsawai2222/hnwy-thi-4-xngkhkar



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น