วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561



ความหมายของการจัดองค์การ


💢การจัดองค์การ  (Organizing)  คือ  กระบวนการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างคนงานและกิจกรรมต่างๆขององค์การเพื่อที่จะก่อให้เกิด การใช้ทรัพยากรขององค์การให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
การจัดองค์การ (Organizing) คือ  การจัดระเบียบกิจกรรมต่าง ๆ ในองค์การ และมอบหมายงานให้คนปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย  การจัดองค์การที่ดี จะช่วยให้การบริหารการจัดการมีประสิทธิภาพได้เนื่องจาก
1. ทำให้ทราบขอบเขต  ความรับผิดชอบ  และอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ
2. ช่วยป้องกันการทำงานที่ซ้ำซ้อน
3. ช่วยประสานงานในหน้าที่ต่าง ๆ ได้ดี
4. ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างพนักงานในองค์การได้
5. สามารถแสดงให้เห็นตัวภาระหน้าที่ความรับผิดชอบได้ชัดเจน
6. ทำให้มีระบบการสื่อสารตามสายการบังคับบัญชาที่ดี

❤หลักของการจัดองค์การ 
หลักสำคัญของการจัดองค์การควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาวสายบังคับบัญชาช่วงการบังคับบัญชา ,การประสานงาน ,หลักของการทำงานเฉพาะอย่างและเอกภาพในการบังคับบัญชาองค์ประกอบของการจัดองค์การจะประกอบไปด้วยการแบ่งงานกันทำ  (Division  of  work)การจัดแผนกงาน  (Departmentalization) การกระจายอำนาจหน้าที่ (Distribution  of Authority) และการประสานงาน  (Co-ordination)
การจัดองค์การจะปรากฏขึ้นในรูปแผนภูมิองค์การที่เกิดจากการลากเส้นต่าง ๆ  
เพื่อให้เห็นการแบ่งแยกกลุ่มงานผู้รับผิดชอบตามลำดับลดหลั่นกันไป
รูปแผนภูมิองค์การ
รูปแผนภูมิองค์การนั้นก็คือ ความสัมพันธ์ที่เป็นทางการของสมาชิกในองค์การหรือที่เรียกว่า  องค์การที่เป็นทางการ (Formal  Organization)  แต่อย่างไรก็ตามองค์การมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ  ดังนั้น  สายสัมพันธ์ในองค์การก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ซึ่งเราเรียกความสัมพันธ์ดังกล่าวว่าองค์การที่ไม่เป็นทางการ (Informal  Organization)  องค์การที่ไม่เป็นทางการมีอยู่ทุกแห่ง  ซึ่งเป็นองค์การที่เกิดจากความสัมพันธ์ส่วนตัว มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
รูป องค์การที่เป็นทางการ และองค์การที่ไม่เป็นทางการ
 องค์การที่เป็นทางการ (Formal  Organization)   คือ กลุ่มหรือองค์การที่ถูกกำหนดขึ้นโดยโครงสร้างขององค์การซึ่งมีกฎเกณฑ์  รวมทั้งระบบสายการบังคับบัญชาที่กำหนดขึ้น
องค์การที่ไม่เป็นทางการ   (Informal  Organization)  คือกลุ่มหรือองค์การที่เกิดจากการ  รวมตัวของปัจเจกบุคคล  โดยอาศัยพื้นฐานทางด้านผลประโยชน์และสายสัมพันธ์ความเป็นเพื่อน  ลักษณะของความสัมพันธ์ภายในจึงไม่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่แน่นอน
องค์ประกอบของการจัดองค์การ
  ขั้นตอนที่สำคัญ
องค์ประกอบของการ
จัดองค์การ
  เหตุผล
1. กำหนดงานต่างๆ  ชนิด
  ที่จำเป็นจะต้องทำ
การแบ่งงาน
(Division  of  Work)
จัดแบ่งงานทุกชนิดขององค์การให้อยู่ในรูปของกลุ่มงานต่าง ๆ  โดยที่กลุ่มงานแต่ละกลุ่มนั้นจะใช้กำลังคนหนึ่งคนในการจัดทำ
2. จัดกลุ่มงานต่าง ๆ  ให้
  เข้าอยู่ในหน่วยงานที่
  เกี่ยวข้อง
การจัดแผนกงาน
(Departmentalization)
รวมกลุ่มงานต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้กิจกรรมต่าง ๆ สามารถดำเนินไปได้อย่างสอดคล้องและกลมกลืนกัน
3. กระจายและมอบหมาย
  อำนาจหน้าที่ให้กับ 
  บุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
การกระจายอำนาจหน้าที่
(Distribution of Authority)
กำหนดความรับผิดชอบสำหรับงานต่าง ๆ  พร้อมทั้งมอบหมายหน้าที่ที่ต้องใช้ในการทำงานดังกล่าวให้กับบุคคลที่รับผิดชอบ
4. เชื่อมหน่วยงานต่าง ๆ
  เข้าด้วยกัน  เพื่อให้การ
  ดำเนินการขององค์การ
  เป็นไปอย่างมีประสิทธิ
  ภาพบรรลุยังวัตถุ 
  ประสงค์ที่ต้องการ
การประสานงาน
(Co-ordination)
เชื่อมบุคลากรและกิจกรรมต่าง ๆให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์การสามารถดำเนินงาน
บรรลุยังวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

❤การแบ่งงาน  (Division  of  work)
💁นักวิชาการที่มีชื่อเสียงที่ให้มีการสนับสนุน  ให้คนทำงานเฉพาะอย่างตามความถนัด
ของแต่ละคน คือ  Frederick  W. Taylor  บิดาของการบริหารการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์  กล่าวว่า  การแบ่งงานออกเป็นส่วน ๆ  แล้วให้คนงานแต่ละคนรับผิดชอบงานที่ตนเองถนัด จะทำให้เกิดความชำนาญในหน้าที่งาน  ซึ่งเรียกว่า  ความชำนาญเฉพาะอย่าง ( Specialization ) และจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิต ( Productivity ) ดังนั้น การแบ่งงานในองค์การจึงเป็นการแบ่งงานทุกชนิดขององค์การให้อยู่ในรูปของกลุ่มงานต่างๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญเฉพาะอย่าง และเกิดประสิทธิภาพแต่อย่างไรก็ตามการแบ่งงานยังต้องพิจารณาถึงปัจจัยของงานที่เกี่ยวข้องคือ
1. ขอบข่ายของงาน ( Job Scope )  หมายถึงจำนวนงานที่ได้รับมอบหมายและต้องรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน
2.ความลึกของงาน ( Job Depth )  เป็นการจัดระดับของการควบคุมที่ผู้ปฏิบัติมีอยู่เหนืองานที่ตนรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นความอิสระความรวดเร็วตลอดจนการประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง 
3. ลักษณะงาน  (Task  Characteristics)  การจัดคนให้เข้าลักษณะงานที่ทำย่อมทำให้เกิดประสิทธิภาพ และเกิดความพึงพอใจในการทำงานสูง การลาออก  การขาดงานจะต่ำ
❤การจัดแผนกงาน ( Departmentalization)  
💦การจัดแผนกงานหมายถึง  การจัดรวบรวมงานชนิดต่าง ๆ หรือขั้นตอนของงานต่าง ๆ หรือกระบวนการทำงานต่าง ๆ  ให้เข้ามาอยู่ในหน่วยงานใหญ่เดียวกัน  เพื่อให้งานมีความสัมพันธ์กันมากขึ้น
❤การกระจายอำนาจหน้าที่ ( Distribution of Authority ) 
👿อำนาจหน้าที่หมายถึง  อำนาจอย่างถูกต้องที่ได้รับจากหน้าที่งานหรือองค์การ ซึ่งอำนาจหน้าที่นี้จะมีความสัมพันธ์กับตำแหน่งงานที่ได้รับอำนาจหน้าที่ส่วนมากมักจะเกี่ยวข้องกับการบังคับบัญชาการตัดสินใจการจัดการต่าง ๆ ขององค์การ  ส่วนการกระจายอำนาจขององค์การก็คือ การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบสำหรับงานนั้น ๆ พร้อมทั้งมอบหมายหน้าที่ และการตัดสินใจในการบริหาร
❤ประเภทของอำนาจหน้าที่ ( Types of Authority )
💚อำนาจหน้าที่ในองค์การแต่ละแห่งจะมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่หลากหลาย เพราะฉะนั้นอำนาจหน้าที่จึงจำเป็นที่จะต้องหลากหลายด้วยเช่นกัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอำนาจหน้าที่ที่พบเห็นมีอยู่ 3 ประเภท ดังนี้
1. อำนาจหน้าที่ที่เป็น Line ( Line  Authority )  เป็นอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการตัดสินใจ การมอบอำนาจงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชา  รวมไปถึงการควบคุมดูแล เพื่อให้งานที่ปฏิบัติบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ  การมอบหมายงานของอำนาจหน้าที่นี้เรียกว่า   เป็นการมอบหมายงานตามสายการบังคับบัญชา
2. อำนาจหน้าที่ที่เป็น Staff   ( Staff Authority )  เป็นหน่วยงานที่ช่วยเหลืองานที่เป็นLine  เป็นหน่วยงานที่อยู่นอกสายการบังคับบัญชาขององค์การ  แต่จะมีความสำคัญพอ ๆ กับงานที่ Line  ปฏิบัติ  คนทำงานจะบรรลุวัตถุประสงค์ไม่ได้  ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เป็น Stafเช่น ฝ่ายคอมพิวเตอร์ ฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ เป็นต้น
3.  อำนาจหน้าที่ที่เป็น Functional ( Function  Authority )   เป็นอำนาจพิเศษที่ให้กับหน่วยงานที่เป็น Line  หรือ  Staff  เพื่อที่จะให้งานหรือโครงการพิเศษบางประเภทสามารถดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจหน้าที่นี้จะสามารถบังคับบัญชาบุคคลอื่น ๆ ที่อยู่นอกสายการบังคับบัญชาของตนได้
❤การมอบหมายงาน  (Delegation  Process)
 เกิดจากแนวคิดจากเหตุผลที่คนหนึ่งคนใดไม่สามารถที่จะทำงานทั้งหมดให้สำเร็จได้  จะต้องอาศัยคนหลาย ๆ คนช่วยกันทำ  ปกติแล้วผู้บริหารจะมอบหมายงาน  และอำนาจหน้าที่ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนรับไปดำเนินการ  การมอบหมายงานสามารถกำหนดการมอบได้ ดังนี้คื
1. การกำหนดความรับผิดชอบให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาของตน  ( Responsibility )ความรับผิดชอบก็คือ  หน้าที่  งานหรือภาระกิจอย่างหนึ่งอย่างใด  ที่ผู้บริหารหรือสมาชิกอื่น ๆ  ในองค์การจะต้องทำให้แล้วเสร็จ
2.  การมอบหมายอำนาจหน้าที่ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาของตน (Authority) จะได้สามารถทำงานที่ตนรับผิดชอบอยู่ให้สำเร็จลุล่วงไปได้  โดยมีสิทธิที่จะสั่งการ  บังคับบัญชา  ตัดสินใจ  เพื่อที่จะทำให้งานที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของตนสามารถบรรลุความสำเร็จ  อนึ่ง  อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นหัวใจที่สำคัญของการมอบหมายงาน ที่จะต้องมีความสมดุลมิฉะนั้นแล้วงานจะดำเนินไปอย่างล่าช้า
 3. ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความสำนึกถึงภาระหน้าที่  (Accountability)  ที่ตนจะต้องปฏิบัติ และผู้ใต้บังคับบัญชาจะได้ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความเต็มใจ 
❤การรวมอำนาจและการกระจายอำนาจ  (Centralization  and  Decentralization)
การรวมอำนาจเป็นการที่ผู้บริหารระดับสูง  เก็บรักษาอำนาจหน้าที่ไว้กับตนเอง  โดยไม่ยอมให้ผู้ใต้บังคับบัญชาในระดับล่าง  มีสิทธิในการตัดสินใจหรือดำเนินการใด ๆ ในเรื่องที่สำคัญ แต่ผู้บริหารระดับสูงอาจจะให้ผู้บริหารระดับล่างมีสิทธิในการตัดสินใจได้ในเรื่องเล็กๆ น้อย ๆ บางเรื่องภายใต้กฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างละเอียดรัดกุมและชัดเจนส่วนการกระจายอำนาจนั้น  ผู้บริหารระดับสูงกระจายอำนาจหน้าที่ลงไปให้กับผู้บริหารและพนักงานในระดับล่าง  โดยที่ผู้บริหารและพนักงานในระดับล่าง สามารถที่จะตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้ค่อนข้างมากขอบเขตและกฎเกณฑ์ที่ใช้เป็นกรอบสำหรับการตัดสินใจเป็นไปอย่างกว้าง ๆ
 การจะกำหนดระดับการกระจายอำนาจ หรือรวมอำนาจมากน้อยแค่ไหน  ต้อง
พิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆด้วยคือ   
1.  ขอบเขตภูมิประเทศที่ครอบคลุม  องค์การที่มีสาขาอยู่ภูมิภาคต่าง ๆ มาก  จำเป็นต้องมีการมอบหมายอำนาจ เพราะสำนักงานใหญ่แห่งเดียวไม่สามารถที่จะดูแลงานที่มีกว้างขวางได้อย่างทั่วถึง  เช่น  สถาบันการเงิน  หรือธนาคารพาณิชย์เป็นต้น
2. ขนาดขององค์การ ถ้าองค์การที่มีขนาดใหญ่จำเป็นต้องกระจายอำนาจ  เพราะ งานที่ปฏิบัติอยู่จะล่าช้าและไม่สามารถสู้กับคู่แข่งขันได้
3. ความไม่แน่นอนของสภาวะแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาองค์การควรจะต้องใช้ระบบการกระจายอำนาจหน้าที่เพื่อให้การปฏิบัติของ องค์การมีความยืดหยุ่นจึงจะสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะ
แวดล้อมได้
4. ความซับซ้อนของเทคโนโลยี  องค์การที่มีการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงมีความสลับซับซ้อนมาก จำเป็นต้องมีการมอบหมายอำนาจแก่ผู้บริหาร เพื่อรับผิดชอบและเพื่อการควบคุมในแต่ละระดับ
❤การประสานงาน  (Co-ordination)  
หมายถึง  การเชื่อมโยงกิจกรรมหรือการประสานงานต่าง ๆ  ของคนในหน่วยงานหรือ องค์การ ให้นำมารวมเข้าด้วยกัน  เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด  และสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ  การประสานจะมีประสิทธิภาพหรือไม่เพียงไร  ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการด้วยกันคือ  สายการบังคับบัญชา  เอกภาพในการบังคับบัญชา  และขนาดการควบคุม
❤การจัดโครงสร้างขององค์การ 
หมายถึง  การกำหนดหน่วยงานในแต่ละระดับให้เชื่อมโยงงานเข้าด้วยกัน  โดยอาจจะเชื่อมโยงงานในลักษณะแนวดิ่ง หรือแนวนอนก็ตามให้มีการประสานกิจกรรมต่าง ๆ  ในแต่ละระดับเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ
❤การออกแบบโครงสร้างองค์การตามหน้าที่  (Functional  Organization)
เป็นวิธีการจัดองค์การ  โดยแบ่งตามหน้าที่  หรือลักษณะงานที่ต้องทำโดยอาศัยความถนัดของแต่ละบุคคล  เพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์การ
รูป องค์การตามหน้าที่
  ข้อดี
  ข้อเสีย
1. มีการแบ่งงานกันทำตามความชำนาญแต่ละ 
  บุคคล  ทำให้เกิดประสิทธิภาพ
2. เป็นการจัดการตามหน้าที่หลักของงาน
3. เหมาะสมกับธุรกิจขนาดเล็ก
4. ผู้บริหารประสานงานได้ง่าย
  ควบคุมง่าย
1. แต่ละแผนกเห็นแก่หน้าที่ของตนเองไม่ 
  คำนึงถึงส่วนรวม
2. การประสานงานติดต่อระหว่างหน่วยงาน
  ต่าง ๆ ยาก
3 ธุรกิจมีการขยายตัวไม่เหมาะสม
4. ไม่เปิดโอกาสให้ฝึกฝนเรียนรู้งาน
❤การออกแบบโครงสร้างองค์การโดยพิจารณาถึงพื้นที่ 
(Territorial or Geographic  departmentation) เป็นการจัดรูปแบบองค์การโดยอาศัยออกเป็นกลุ่ม ๆ   โดยคำนึงถึงสภาพทางภูมิศาสตร์หรือแบ่งตามพื้นที่  ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสะดวกในการขยายธุรกิจ  หรือการกระจายสินค้าหรือบริหารได้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่

รูป องค์การแบบพื้นที่
  ข้อดี
  ข้อเสีย
1. เรียนรู้และปรับตัวเกี่ยวกับความต้องการของ
  คนในพื้นที่ได้ง่าย
2. ประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านการขนส่ง
3. ลดปัญหาในเรื่องการติดต่อสื่อสารภายใน
  องค์การ
1. ควบคุมดูแลจากส่วนกลางได้ยาก
2. หน่วยงานในพื้นที่อาจได้อำนาจมากเกินไป
3. ขาดโอกาสในการพัฒนาความชำนาญเฉพาะ
  ด้าน
❤การออกแบบโครงสร้างองค์การตามแบบลูกค้า 
 เป็นการจัดกลุ่มงานโดยแยกตามความแตกต่างของลูกค้า  เพื่อตอบสนองได้รวดเร็ว  และชัดเจนมากยิ่งขึ้น

รูป องค์การตามแบบงานของลูกค้า
  ข้อดี
  ข้อเสีย
1. สามารถตอบสนองกลุ่มเป้าหมาย
  ได้เร็วกว่า
1. พนักงานต้องคุ้นเคยกับลูกค้า
2. การพัฒนาแต่ละแผนกอาจไม่
  เท่าเทียมกัน
3. เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง  กลุ่มลูกค้าบางกลุ่ม
  อาจทำให้งานบางแผนกน้อยไปได้
❤การออกแบบโครงสร้างองค์การแบบตามผลิตภัณฑ์   (Departmentation  by  product) 
คือ  การจัดองค์การโดยยึดหลักตามผลิตภัณฑ์ขององค์การที่ผลิตได้  หรือแยกตามบริการขององค์การ

รูป องค์การแบบตามผลิตภัณฑ์
  ข้อดี
  ข้อเสีย
1. ทำให้สินค้าหรือบริการประเภทต่าง ๆ ได้รับ
  ความสนใจ
2. เหมาะสมกับองค์การขนาดใหญ่
3. มีการมอบหมายงานให้หน่วยงานอื่น ๆ
1. อาจเป็นปัญหาในการประสานงาน
2. หน่วยงานที่แยกออกไปมีอำนาจมาก
❤การออกแบบโครงสร้างองค์การแบบแมททริกซ์  (Matrix  organization)
เป็นการจัดองค์การในลักษณะแผนก  แต่ขึ้นกับหน้าที่องค์การ  โดยมีสายการบังคับบัญชา 2 สายพร้อมกันคือ สายบังคับบัญชาที่เป็นงานประจำ และสายบังคับบัญชาที่เป็นงานโครงการ  ทั้งที่เป็นแนวดิ่งและแนวนอน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เท่ากัน
รูป องค์การแบบแมททริกซ์
  ข้อดี
  ข้อเสีย
1. สามารถนำพนักงานที่มีความรู้และ
  เหมาะสมมาช่วยงานได้
2. ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้าง
  ผู้เชี่ยวชาญ
3. ไม่จำเป็นต้องเพิ่มพนักงานในกรณี
  มีโครงการ
1. ทำให้เกิดความสับสนในสายบังคับบัญชา
  ได้
2.  ทำให้กำหนดความสำคัญไม่ถูก(งานประจำ
  หรืองานโครงการ)
3.  เมื่อโครงการเสร็จมีการเปลี่ยนแปลง
  ผู้บังคับบัญชาบ่อย
❤ความสำคัญของการออกแบบโครงสร้างองค์การ 
เป็นส่วนประกอบที่สำคัญประการหนึ่งของการจัดการที่มีประสิทธิภาพ  เนื่องจากเหตุผล 4 ประการคือ
1. เพื่อให้องค์การมีความคล่องตัว  เมื่อองค์การมีขนาดใหญ่ขึ้นรูปแบบขององค์การจึงต้องปรับเปลี่ยนไปทำให้มีการกระจายอำนาจไปสู่ผู้บริหารระดับล่างมากขึ้น
2. รูปแบบขององค์การจะต้องสอดคล้องกับลักษณะของแผนกลยุทธ์ที่องค์การเลือกใช้  เมื่อองค์การมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบแผนกลยุทธ์ที่ใช้ ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนองค์การ เพื่อให้การดำเนินการตามแผนกลยุทธ์มีประสิทธิภาพ
3. รูปแบบขององค์การจะแตกต่างไปตามประเภทของงานที่ทำหากมีกเปลี่ยนแปลงขอบข่ายของงานหรือลักษณะงานที่ทำ  องค์การจึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบขององค์การ  เพื่อให้สอดคล้องกับขอบข่ายหรือลักษณะของงานที่ทำเช่นกัน
4.เมื่อองค์การมีการพัฒนาเทคโนโลยีแผนกงานบางแผนกอาจจะต้องยุบ  หรือเปลี่ยนลักษณะงานใหม่  จึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบขององค์การใหม่  ให้สอดคล้องกับวิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี
❤การจัดบุคคลเข้าทำงาน  (STAFFING)
 นักบริหารทราบดีว่าทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งขององค์การ  และทรัพยากรมนุษย์ยังเป็นหัวใจสำคัญขององค์การอีกด้วย  ไม่ว่าองค์การขนาดใดก็ตาม จะเป็นธุรกิจประเภทใดก็ตาม  งานขององค์การเหล่านี้ต้องเกี่ยวข้องกับทรัพยากรมนุษย์เป็นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นนักบริหารขององค์การจึงจำเป็นต้องเอาใจใส่ และรับผิดชอบทรัพยากรมนุษย์ในองค์การ จึงมีคำกล่าวที่ว่า องค์การจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารการจัดการทรัพยากรมนุษย์นั่นเอง
 ดังนั้นการจัดการบุคคลเข้าทำงาน ( Staffing )ในองค์การ และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการจัดการองค์การ  ซึ่งจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องจากบทที่แล้ว ๆ มาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง  นักบริหารจะต้องจัดหาคนให้อย่างเหมาะสมกับตำแหน่งงาน  พร้อมทั้งฝึกอบรม เพิ่มพูนความรู้  ความสามารถ และทักษะอื่น ๆ อีกด้วย
การจัดหาบุคคล 
 การจัดหาบุคคล( Staffing)   หมายถึง  การสรรหา การคัดเลือก การบรรจุตำแหน่งงานต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับโครงสร้างขององค์การ
การจัดหาบุคคล ( Staffing )  หมายถึง  การจัดหาบุคคลเข้าทำงาน  ตามกระบวนการที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ แต่ให้ความมั่นใจว่าจะได้พนักงานที่มีความรู้ ความสามารถให้กับองค์การ
❤ระบบการจัดหาบุคคลในองค์การ 
ระบบการจัดบุคคลในองค์การ  จำต้องพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ  โดยมีการจัดทำแผนขององค์การ และพิจารณาจำนวนผู้บริหารในแต่ละแผนกขององค์การ  และยังต้องวิเคราะห์ถึง  ความต้องการบุคลากรขององค์การ  ทั้งในปัจจุบันและอนาคตนอกจากนี้ องค์การยังต้องพิจารณาแหล่งที่มาของบุคลากรว่า  ควรจะเป็นแหล่งภายในหรือจากแหล่งภายนอก  ตลอดจนการสมัคร การคัดเลือก การเลื่อนตำแหน่ง การประเมิน การฝึกอบรมและการพัฒนา  รวมถึงการพิจารณาสภาวะความเป็นผู้นำ และการควบคุม   ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ  ที่กล่าวมานี้ล้วนเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ตลอดจนนโยบายการบริหารงานบุคคล และการจูงใจขององค์การอีกด้วย
❤ระบบของการสรรหาบุคคล ( Recruitment System )
ระบบของการสรรหาบุคคลในองค์การ สามารถที่จะสรรหาได้ 2 ระบบ  คือ 1. ระบบคุณธรรม  ( Merit System )  สำหรับการสรรหาบุคคลในระบบนี้เป็นการพิจารณาถึงความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ต่าง ๆ  ประกอบการพิจารณารับคนเข้าทำงาน  ซึ่งแนวคิดของระบบคุณธรรมคือ  
  หลักความสามารถ
  หลักความเสมอภาค
  หลักความมั่นคง
  หลักความเป็นกลางทางการเมือง
 2. ระบบอุปถัมภ์ ( Patronage System )  สำหรับการสรรหาบุคคลในระบบนี้ ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อ  ความรู้  ความสามารถของผู้สมัคร  ว่าจะเหมาะสมกับงานหรือไม่เพียงแต่การตัดสินใจรับคนเข้าทำงานเป็นการชักชวน  แนะนำ หรือการฝากจากพรรคพวก  ซึ่งระบบนี้จะตรงกันข้ามกับระบบคุณธรรม
รูประบบการจัดการทรัพยากรมนุษย์
 กระบวนการจัดหาบุคคล  หรือกิจกรรมต่าง ๆ  ที่จัดเป็นหน้าที่ทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในความหมายของ Staffing ประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้
 1. กระบวนการวางแผนทรัพยากรมนุษย์
 2. การสรรหาบุคค
 3. การคัดเลือกบุคคล
 4. การบรรจุแต่งตั้ง
 5. การฝึกอบรมและการพัฒนา
 6. การประเมินผลการปฏิบัติงาน
 7. การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งงาน
รูป กระบวนการจัดหาทรัพยากรมนุษย์
❤กระบวนการวางแผนทรัพยากรมนุษย์ ( Human Resource Planning )
การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ หมายถึงกระบวนการวิเคราะห์คาดการณ์ ควาต้องการทรัพยากรมนุษย์ในอนาคตขององค์การ  โดยให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายขององค์การ  ตลอดจนการกำหนดลักษณะของบุคลากรที่เหมาะสมกับงานแต่ละอย่างและเพียงพอ  ที่จะปฏิบัติงานในเวลาหนึ่งเวลาใดอย่างเหมาะสม ได้อย่างมีประสิทธิภาพการวางแผนทรัพยากรมนุษย์ หมายถึงการคาดคะเนอย่างเป็นระบบในเรื่องของ
อุปสงค์ อุปทานของพนักงานขององค์การหรือกระบวนการตัดสินใจ  โดยใช้ข้อมูลเพื่อให้แน่ใจว่าองค์การสามารถหาคนที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาทำงานตามระยะเวลาที่องค์การต้องการ การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง  กระบวนการคาดการณ์ความต้องการทรัพยากรบุคคลขององค์การเป็นการล่วงหน้าว่า  ต้องการบุคคลประเภทใดระดับใดจำนวนเท่าใดและต้องการเมื่อใด
❤ความจำเป็นในการวางแผนทรัพยากรมนุษย์   
 สาเหตุความจำเป็นในการวางแผนทรัพยากรมนุษย์ มีดังนี้คือ
1.  สภาวะต่าง ๆ  ในการดำเนินงานมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมออย่างรวดเร็ว  หากงค์การไม่มีการวางแผนกำลังคน  เพื่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงย่อมก่อให้เกิดปัญหาขึ้นได้เช่น การขาดอัตรากำลังคนในองค์การ  เป็นต้น
2.  ปัจจุบันนี้องค์การมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น องค์การจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจึงทำให้ต้องมีการวางแผนกำลังคนเพราะกว่าจะได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามรารถต้องพัฒนาฝึกอบรมซึ่งใช้เวลาค่อนข้างมาก  3.  ข้อกำหนดและกฎหมายของรัฐ มีอิทธิพลต่อการดำเนินการบริหารงานบุคคล เช่น  กฎหมายแรงงานสัมพันธ์  กฎหมายคุ้มครองด้านแรงงาน  จึงทำให้นักบริหารต้องวางแผนกำลังคนให้เหมาะสม
4.  ต้องการให้เกิดความสมดุล  ระหว่างทรัพยากรบุคคลในตำแหน่งงานต่าง ๆ  กับปริมาณงานที่จะต้องทำในอนาคต   5.  ใช้ข้อมูลที่ได้จาก  การวางแผนทรัพยากรมนุษย์  เป็นประโยชน์ในการบริหาร  การจัดการบุคคลในด้านอื่น ๆ เช่น  การว่าจ้าง  การบรรจุแต่งตั้ง  การฝึกอบรม  การเลื่อนตำแหน่ง  และการจ่ายค่าตอบแทน เป็นต้น
6.  ช่วยให้การจ้างอัตรากำลังคนใหม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
7.  เป็นแนวทางในการสร้างกำลังคน  ให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์การ
 8.  ช่วยให้กิจกรรมต่างในด้านอัตรากำลังคนเป็นไปอย่างมีระบบ
❤กระบวนการในการวางแผนทรัพยากรมนุษย์   
 การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ควรพิจารณาขั้นตอนต่าง ๆ ไว้ดังนี้
ขั้นที่ 1  การพิจารณาเป้าหมายและแผนขององค์การ คือ  การศึกษาและพิจารณา  แผนงานที่องค์การได้กำหนดไว้  เพื่อจะนำผลของการศึกษามาจัดวางข้อมูลด้านบุคลากรในอนาคต
 ขั้นที่ 2  การพิจารณาสถานการณ์ทรัพยากรมนุษย์ในปัจจุบัน คือ การสำรวจ และการจำแนกตามประเภทต่าง ๆ  เช่น  ตามลักษณะงาน  เพศ  อายุ  และการศึกษา  เป็นต้น
 ขั้นที่ 3  การคาดการณ์ทรัพยากรมนุษย์  เป็นการพิจารณาถึงความต้องการจำนวน ประเภทของพนักงานที่องค์การต้องการ  ซึ่งต้องพิจารณาโดยละเอียดถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้อง  เช่น  การโยกย้าย  การลาออก  การเลื่อน  ตำแหน่ง  การเกษียณอายุ  เป็นต้น 
ขั้นที่ 4  การกำหนดแผนการปฏิบัติ  เมื่อได้คาดการณ์ทรัพยากรมนุษย์แล้ว จึงกำหนดออกมาเป็นแผนงานเพื่อปฏิบัติเช่นแผนการสรรหา แผนการคัดเลือก แผนการบรรจุ แผนการฝึกอบรมเป็นต้น
ขั้นที่ 5  การตรวจสอบและการปรับปรุง ขั้นตอนนี้เป็นการตรวจสอบเปรียบเทียบและปรับปรุงแก้ไข  เพื่อให้กระบวนการวางแผนทรัพยากรมนุษย์เป็นไปอย่างประสิทธิภาพ
รูป กระบวนการวางแผนทรัพยากรมนุษย์
❤การสรรหาบุคลากร Recruitment  
การสรรหาบุคลากร เป็นงานขั้นแรกและเป็นงานที่มีความสำคัญในกระบวนการจัดคนเข้าทำงาน (Staffing) เป้าหมายก็คือ ให้ได้คนที่มีความรู้ความสามารถมาทำงานในองค์การนั่นเอง  เพราะความสำเร็จขององค์การก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของบุคลากร ดังนั้น การสรรหาคัดเลือกย่อมต้องรอบคอบ  เช่นเดียวกัน
การสรรหา คือ กระบวนการในการแสวงหา เสาะหาและจูงใจผู้สมัครงานที่มีความรู้ความสามารถให้มาทำงานในองค์การ
 การสรรหา คือ  กระบวนการในการพยายามเสาะแสวงและจูงใจ  ให้บุคคลที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม ตามที่องค์การกำหนดไว้ ให้เข้ามาสมัครงานในองค์การการบวนการในการสรรหา ( Recruitment Process ) คือ
1. การวางแผนทรัพยากรมนุษย์
2. ความต้องการหรือการร้องของผู้จัดการฝ่ายต่าง ๆ 
3. การระบุตำแหน่งงานที่จะรับบุคคลใหล
4.  การรวบรวมสารสนเทศที่ได้จากการวิเคราะห์งาน
5.  ข้อคิดเห็นของผู้จัดการฝ่ายต่าง ๆ
6.  กำหนดคุณสมบัติบุคลากรที่ตรงกับงาน
7.  กำหนดวิธีการสรรหา
8.  ความพึงพอใจที่ได้ผู้สมัคร 

รูป กระบวนการสรรหา
❤แหล่งในการสรรหา 
ในการสรรหาบุคลากรเข้าทำงาน  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของคนกับลักษณะงานที่จะทำดังนั้น แหล่งในการสรรหามีที่มาได้ 2 แหล่งคือ 
1. แหล่งจากภายองค์การ  ในวิธีนี้สามารถที่จะสรรหาได้โดย
1.1  ผู้บังคับบัญชาทำหน้าสอบคัดเลือก
1.2  ประกาศรับสมัครภายใน โดยเปิดเผยตำแหน่งหน้าที่ และคุณสมบัติพร้อมทั้งวิธีการคัดเลือกให้ชัดเจนผลดีและ
ผลเสียของการคัดเลือกจากแหล่งภายในองค์การ
  ผลดี
   ผลเสีย
1.  เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ
1.  ความคิดคับแคบ/ขาดความคิดริเริ่มใหม่
 

  





    



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น